เลือกโฆษณาที่ใช่ ด้วยการทำ A/B Testing

โดย Panida - 12/12/2019 09:04

หยุดทำโฆษณาแบบคิดไปเอง! หาโฆษณาที่ลูกค้าชอบ ลงทุนให้ถูกทาง ด้วยการทำ A/B Testing 

สำหรับทุกธุรกิจที่กำลังหัดทำ Google Ads อยู่นั้น คุยเคยทำโฆษณาแบบคิดไปเองหรือเปล่า? เคยเดาไปเองหรือไม่ ว่าทำแบบนี้ผู้ชมเว็บไซต์ต้องชอบแน่ๆ หรือเลือกไม่ได้ ก็ใช้แนวทางที่ตัวเองถูกใจไว้ก่อน หากคุณกำลังทำสิ่งเหล่านี้แล้วล่ะก็ ให้หยุดทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ เราทราบดีว่าคุณกำลังไม่มีแนวทางในการทำโฆษณาที่ชัดเจนเสียเท่าไหร่ 

วันนี้ KODSANA.COM จึงขอพามาทำความรู้จัก กับ การทำ A/B Testing หรือเรียกง่ายๆ ว่าการทดสอบโฆษณา เป็นสิ่งที่ทำแล้วคุณจะพบกับกลยุทธ์ที่ใช่ โฆษณาที่ตรงใจ และการลงทุนที่คุ้มค่าสูงสุด ไม่ถูกใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์ จะมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง และสามารถพัฒนาโฆษณาของคุณได้อย่างไรบ้าง ตามมาอ่านกันเลย

A/B Testing คืออะไร

Devopedia.org

A/B Testing หรือที่บางคนเรียกว่า Split Testing นั้น คือ กระบวนการทดสอบ ทดลอง การเปรียบเทียบทางการตลาดออนไลน์ชนิดหนึ่ง ที่เราไม่สามารถตัดสินใจ ว่าทำแบบไหนถึงจะดีกว่ากัน หลักการง่ายๆ คือ สร้างสองสิ่งที่มีตัวแปรต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกันขึ้นมา แล้วให้เวลากับมัน ให้มันได้ทดลองทำงาน ทดสอบผลลัพธ์ด้วยตัวของมันเอง เมื่อผลทดสอบออกมา แล้วตัวแปรได้ที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้มากกว่ากัน นั่นหมายถึงว่า ตัวแปรนั้นประสบความสำเร็จ และตัวแปรอีกตัว ก็จะถูกหยุดการทำงานลงนั่นเอง ตัวอย่างการทำ A/B Testing บน Google Ads เช่น ทดลองเปรียบเทียบแบนเนอร์โฆษณา , ทดลองเปลี่ยนวิธีการกำหนดกลยุทธ์เสนอราคา , ทดลองใช้คำโฆษณาไม่เหมือนกัน เป็นต้น ซึ่งกระบวนการ A/B Testing  สามารถนำมาทำได้หลากหลายรูปแบบในปัจจุบันเช่น การทดสอบประสิทธิภาพ E-mail, Landing Page, Layout, Copy ปุ่ม และ Experience ต่าง ๆ 

ความสำคัญของการทำ A/B Testing

explwebsolns.blogspot.com

การทำ A/B Testing เรียกได้ว่าสำคัญชนิดขาดไปไม่ได้เลยทีเดียวในปัจจุบัน เพราะการวัดผลตรวจสอบเปรียบเทียบนั้น จะทำให้คุณโฆษณาของคุณมาถูกทาง และตรงใจว่าที่ลูกค้าที่สุด แถมใช้ทำให้สามารถใช้งบประมาณได้ถูกที่ถูกทาง คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย ทำให้คุณไม่ต้องมาเสียเงินกับการนั่งเดา ว่าโฆษณาแบบไหนดีที่สุด ยิ่งสำหรับธุรกิจไหน ที่มีลักษณะเป็น E-Commerce แล้วล่ะก็ การทำ  A/B Testing จะมีประโยชน์ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะต่อการทำโฆษณาแบบแบนเนอร์ หรือต่อตัวสินค้าเอง เพราะจะสามารถช่วยทำให้เกิดจำนวน Conversion Rate หรือจำนวนการปิดการขาย นำไปสู่ยอดขายถล่มทลายได้อีกด้วย และการทำ A/B Testing นั้น ก็สามาถรถทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สามารถทำได้ทันทีจากการเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้ชมเว็บไซต์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้น มาวิเคราะห์ เพื่อตั้งสมมติฐาน ว่าจะทำอย่างไร เพื่อสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ หรือ โฆษณาให้ดีขึ้น

องค์ประกอบของ A/B Testing

การทำ A/B Testing

help.vwo.com

จริงๆ แล้วหลายๆเว็บไซต์ อาจจะเคยทำ A/B Testing กันมาบ้าง เพียงแต่ไม่ทราบว่านี่แหละ ที่คุณกำลังทำอยู่เขาเรียกว่า A/B Testing อ่านมาถึงตรงนี้ จึงเกิดคำถามในหัวกันขึ้นมาบ้าง ว่าแล้วแบบไหนถึงเรียกว่าเรากำลังทำอยู่ล่ะ? หากยังไม่แน่ใจ ให้ลองศึกษา องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดการทำ A/B Testing หลักๆ แล้วมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้

Goals

แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นการตลาดรูปแบบไหน ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ หรือจะใช้ช่องทางไหนก็ตามแต่ คุณจำเป็นจะต้องตั้งเป้าหมาย หรือ Goal เอาไว้ เพื่อให้การพัฒนาได้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ ให้ได้ หาให้ได้ว่าเราจะทดสอบเพื่อเป้าหมายอะไร อะไรคือสิ่งที่เราต้องการพัฒนาให้ดีขึ้นหลังจากการทำ A/B Testing ตัวอย่างเช่น คุณตั้งเป้าหมายคือการเพิ่ม CTR ให้กับโฆษณา พอมีเป้าหมายชัดเจนแล้ว ก็จะไปต่อกันที่องค์ประกอบต่อไปของการทำ A/B Testing

Variable

การทำ A/B Testing

Variable หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าตัวแปร จากด้านบนเมื่อมีเรามีเป้าหมายแล้ว ว่าวัตถุประสงค์ของการทำโฆษณาของเราคืออะไร ในตัวอย่างคือ เราต้องการเพิ่ม CTR ให้กับโฆษณา แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ให้ CTR เพิ่ม การทำโฆษณาแบบทั่วไป เราก็คงจะเพิ่มนู่นนั่นนี่ ให้ CTR เพิ่มสูงสุด แต่ถ้าเป็นการทำ A/B Testing แล้วล่ะก็ คุณจะต้องกำหนดตัวแปรขึ้นมา 1 ตัว แต่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป แล้วหาว่าอะไรจะทำให้ โฆษณาของคุณมี CTR ที่ดีกว่ากัน ในที่นี้อาจจะเป็นการทดสอบข้อความโฆษณา 2 แบบ เช่น แบบใส่โปรโมชั่น กับแบบปกติ 

Examples 

Examples หรือกลุ่มตัวอย่างนั้น หมายถึง การแบ่งคนที่เข้าเว็บไซต์ โดยการแบ่งให้เท่าๆ กันในแต่ละ Variation ซึ่งตัวอย่างของการแบ่ง Examples ง่ายๆ นั้น ก็สามารถทำได้ง่ายๆ สำหรับใน Google Ads แล้วนั้น การแบ่งกลุ่มตัวอย่างที่สะดวกที่สุด เราขอแนะนำเป็นการทำ Drafts & Experiments  เป็นการแบ่งงบประมาณออกมาครึ่งนึง เพื่อร่างแคมเปญที่คุณต้องการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบข้อความโฆษณา หรือทดสอบการเปลี่ยน Bid Strategy ฯลฯ ซึ่งวิธีนี้ ก็จะทำให้กลุ่มตัวอย่างถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน 

ขั้นตอนการทำ A/B Testing 

ทราบกันไปแล้วว่า การทำ A/B Testing นั้น จริงๆ แล้วมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง แต่หากใครที่ยังไม่เข้าใจว่าแล้ว ขั้นตอนมันทำอย่างไรล่ะ ลองอ่านขั้นตอนการทำ A/B Testing ได้จากข้างล่างนี้เลย

Set Objective

การทำ A/B Testing

ขั้นตอนแรกของการทำ A/B Testing เลยก็คือ การกำหนดวัตถุทางธุรกิจ เช่น อยากเพิ่ม CTR ให้กับโฆษณา , อยากเพิ่ม Conversions Rate ฯลฯ ทำไมต้องตั้งวัตถุประสงค์ก่อน? เพราะหากคุณไม่ได้กำหนดจุดมุ่งหมายไว้แต่แรก แล้วเราจะสามารถวัดผลได้อย่างไร? ว่าการทำ A/B Testing ของคุณ นั้นสามารถบรรลุคเป้าหมายได้หรือไม่ ดังนั้น ก่อนอื่นเลยให้คุณวิเคราะห์ออกมาให้ได้ก่อน ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณนั้น คุณต้องการให้มันประสบผลสำเร็จไปในทางไหน แล้วก็กำหนด ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ที่สำคัญคือ เป้าหมายไม่ควรจะมีเกินหนึ่งสิ่ง เพราะอาจจะทำให้การพัฒนาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

Research

การทำ A/B Testing

จากนั้นให้คุณทำการสำรวจเว็บไซต์ของตัวเอง และค้นหาให้เจอว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีปัญหา และต้องการการทดสอบแก้ไขเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แต่สิ่งที่ทำคือ ไม่ใช่เข้าไปที่เว็บไซต์ แล้วนั่งวิเคราะห์ หรือเดาด้วยตัวเองนะ เพราะการสำรวจปัญหาที่แท้จริง เราต้องวิเคราะห์ด้วยข้อมูลของผู้ชมเว็บไซต์ ศึกษาพฤติกรรมของพวกเขา ซึ่งเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชมเว็บไซต์ได้อย่างดีเลยก็คือ Google Analytics ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัญหาเช่น การหาหน้าเว็บไซต์ที่มี Bounce Rate สูงๆ คนที่เข้ามาเว็บไซต์หน้าไหนแล้ว ออกจากเว็บไปโดยไม่ดูหน้าอื่นต่อ เช่น ถ้าคนเข้ามาดูหน้า Landing Page แล้ว แต่ไม่คลิกไปหน้าอื่นต่อเลย แสดงว่า ควรจะทำ A/B test ที่หน้า Landing Page ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะ Bounce Rate สูง

Hypothesis

เมื่อทราบแล้วว่าตรงไหนคือจุดด้อย หรือจุดที่เว็บไซต์คุณจะต้องปรับปรุง ขั้นตอนต่อไปเลยก็คือ ให้คุณลองตั้งสมมติฐาน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย เช่น คุณต้องการเพิ่ม Conversions Rate แล้วคุณไปวิเคราะห์มาแล้ว ว่าปุ่มกดโทรของคุณอาจจะไม่ดึงดูดใจมากพอให้ลูกค้ากดโทรเข้ามา สมมติฐานของคุณก็คือ ลักษณะไอคอน หรือ ข้อความเจ๋งๆ ที่จะสามารถทำให้ลูกค้าอยากคลิกปุ่มโทร อันนำไปสู่การเพิ่ม Conversions Rate นั่นเอง จากนั่นก็ทำการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการสร้างตัวแปรที่สอดคล้องกับสมมติฐาน และทำ Landing Page ออกมาเป็นสองแบบคือ ปุ่มโทรแบบไอคอน อีกแบบเป็นปุ่มโทรแบบใช้ข้อความ และทั้งหมดนี้ ก็เป็นการทดสอบสมมติฐานนั่นเอง ว่าแบบนี้ใช่ที่สุดสำหรับเว็บไซต์คุณ

Run Test

การทำ A/B Testing

เมื่อคุณเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การทดสอบจริง ซึ่งก็ใช้ตัวทดสอบจากสมมติฐานที่ตั้งไว้จากข้อด้านบน ที่สมมติฐานของคุณคือ ปุ่มแบบไหน ที่ผู้ชมเว็บไซต์จะคลิกมากที่สุด การทดสอบก็สามารถทำได้คือ แบ่งหน้า Landing Page ออกเป็นสองแบบ คือแบบปุ่มไอคอน และแบบข้อความ ซึ่งขั้นตอนนี้สามารถทำได้ด้วยการใช้เมนู Drafts & Experiments ใน Google Ads เข้าช่วย จากนั้นก็ทำการกำหนดเวลา ว่าจะทดสอบสมมติฐานนี้ เป็นเวลานานเท่าไหร่นั่นเอง

Analyze

การทำ A/B Testing

ขั้นตอนสุดท้ายเลยก็คือ ดูผลลัพธ์จากตัวแปรที่คุณสร้างขึ้นมา และทำการวิเคราะห์ว่า ตัวแปรไหน ที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้มากกว่ากัน เช่น มีผู้เข้าชมเข้ามากดคลิก Conversions ของแคมเปญไหนที่สูงกว่ากัน พอหลังจากทราบแล้วว่าตัวแปรไหนดีที่สุด ขั้นตอนต่อไปคือ Apply การทดสอบนี้ ให้กลายเป็นแคมเปญปกติ แต่ก็มีหลายการทดสอบเช่นกัน ที่แทบไม่เห็นความแตกต่าง หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของแคมเปญ ดังนั้นหากแคมเปญทดสอบของคุณ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าสมมติฐานของคุณยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว และคุณจำเป็นต้องกลับไปสู่ขั้นตอนที่ 3 เพื่อตั้งสมมติฐานใหม่และลองใหม่เพื่อหาสาเหตุที่จะสามารถทำให้คุณบรรลุเป้าหมายได้นั่นเอง

ข้อดีของการทำ A/B Testing

ลดอัตราการปิดเว็บไซต์ทันที (ฺBounce Rate)

การทำ A/B Testing

neilpatel.com

Bounce Rate หรืออัตราที่ผู้ชมคลิกเข้าชมเว็บไซต์ แล้วปิดหน้าเว็บไซต์ลงอย่างงทันที สาเหตุจากหลายๆ ทางเช่น เว็บไซต์ไม่มีความน่าสนใจ เว็บไซต์ไม่มีสิ่งที่พวกเข้าต้องการ หรือแม้กระทั่งการเว็บไซต์ช้า ซึ่งการที่เราได้ทดลองทำ A/B Testing ทำให้เราสามารถเห็นได้ว่า จริงๆ แล้วจุดอ่อนของเว็บไซต์เราคืออะไรบ้าง นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้ตอบสนองต่อผู้ใช้งานสูงสุด เพื่อพบแล้วว่าปัญหาคืออะไร แล้วทำการแก้ไข เพียงเท่านี้ก็สามารถลดอัตรการปิดเว็บไซต์ทันที ได้อย่างไม่น่าเขื่อ

เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์

การทำ A/B Testing

wetraffi.com

อย่างที่กล่าวไปว่า การทำ A/B Testing นั้น เราสามารถที่จะเทสต์อะไรก็ได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณา หากคุณลองโฟกัสไปที่ การเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ขั้นตอนต่อไปก็คือ คุณต้องมานั่งวิเคราะห์ หาว่าองค์ประกอบไหนน่าจะได้ผลตอบรับดีที่สุด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีที่สุด หรือตัวแปรไหน ที่มีผลต่อการเข้าชมเว็บไซต์ เมื่อได้แล้วว่าจะใช้อะไรทดสอบ จากนั้นก็นำผลทดสอบ ไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาประสิทธิภาพของเว็บไซต์ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ชมสูงสุด เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ชมเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย

สามารถเพิ่ม Conversions Rate ได้

การทำ A/B Testing

Analytist.co

แน่นอนว่าในการทำ A/B Testing เราสามารถกำหนดวัตถุประสงค์เป็นการเพิ่ม Conversions Rate ได้ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องมาวิเคราะห์ต่อว่า จะทำอย่างไร ให้ว่าที่ลูกค้าของคุณ กระทำการให้เกิด Conversions สูงสุด หากคุณยังไม่ถนัดเรื่องวิเคราะห์มากนัก อาจจะใช้วิธีง่ายๆ อย่างปล่อยให้ระบบทำงาน เช่น การตั้งค่า Bid Strategy แบบ Maximize Conversions หมายถึงว่า Google จะพยายามหาผู้ชมเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มจะกระทำการให้เกิด Conversions นั่นเอง จะการทดสอบของคุณทำแล้วมันเกิดได้ผล และเวิร์คนั้น Conversions Rate ของโฆษณาคุณ ก็จะสูงขึ้นแบบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวล่ะ

สรุป

จะเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าการทำ A/B Testing นั้น สามารถทำให้ธุรกิจของคุณนั้น เลือกลงทุนงบประมาณได้ถูกทางมากขึ้น สามารถเลือกแนวทาง หรือโฆษณาที่ใช่ให้กับลูกค้าได้ ทำให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสูงสุด และไม่เสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกด้วย นอกจากจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแล้วนั้น ยังสามารถวอเคราะห์ เรียนรู้ผลทดสอบ เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาการทำงาน ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องไม่หยุดพัฒนา และไม่หยุดทดสอบ เพราะการทำ A/B Testing ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะการพัฒนาของเทคโนโลยี รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลานั้น ทำให้ในทุกธุรกิจ ล้วนมีช้องว่าง ที่ไว้คอยให้ปรับปรุงพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณาอยู่เสมออีกด้วย

KODSANA.COM ที่ปรึกษาทางการตลาดที่รู้ใจลูกค้าเช่นคุณ

จะดีกว่านี้ไหม..ถ้าคุณมีผู้ช่วยที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้?

หากคุณอ่านแล้วรู้สึกว่า การตลาดออนไลน์นั้น มีหลายสิ่งให้ลองทำมากมาย แต่ยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี ให้ลองโทรมาปรึกษาได้เลย เราจะแนะนำสิ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

Google Ads – โฆษณาบน Google ติดหน้าแรกทันที ยอดขายพุ่ง คนเข้าเพิ่ม 

Website –  รับทำเว็บไซต์ ที่ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าอย่างสูงสุด

Remarketing – ตามติดลูกค้าด้วยกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ เพิ่มโอกาสปิดการขาย

เพราะเรามีทีมงานมืออาชีพคอยให้คำปรึกษาคุณตลอดทุกวัน รับรองว่าคุณจะได้คำแนะนำและบริการที่ดี เพื่อจะนำไปพัฒนาธุรกิจของคุณได้อย่างแน่นอน

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

สอบถามค่าบริการ : คลิกเลย!

โทรศัพท์ : 02-052-9898

Line ID : @KODSANA

 

© 2012-2020 Verblick Co., Ltd (Kodsana.com). All Rights Reserved.
ติดต่อทีมที่ปรึกษา

ทีมงานมืออาชีพของเราจะทำการติดต่อท่านกลับภายใน 15 นาที

หรือ