ทำไมถึงต้องใช้ WordPress กับ Woocommerce ในการทำ E-commerce

|Published: May 30, 2018|Updated: Dec 21, 2023

       

        ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการจะเริ่มทำ E-commerce และอยากจะทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจของคุณ แต่เขียนCodeไม่เป็น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี?  เราอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับ WordPress ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่ช่วยให้คุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้อย่างง่ายดาย วันนี้เรามาทำความรู้จักกันว่า WordPress คืออะไร และดีอย่างไร

 

       

       E-commerce เป็นธุรกิจการซื้อขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีขั้นตอนที่ง่าย สะดวก และ รวดเร็ว หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์นั่นเอง

        การทำธุรกิจแบบ  E-commerce จะทำให้คุณมีโอกาสในการสร้างรายได้มากมายภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังส่งผลดีต่อผู้ซื้อ และ ผู้ขาย อีกด้วย เพราะ สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการได้  การทำธุรกิจแบบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่คุณได้รู้จักกับเครื่องมือที่จะทำให้การทำธุกิจของคุณไม่ยากอีกต่อไป

 

WordPress คืออะไร ?

 

       WordPress คือ โปรแกรมที่ช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป ที่เราสามารถติดตั้งบนเว็บ server เพื่อสร้าง Website, Blog หรือ Community ซึ่งจะมีระบบจัดการบทความ (Content Management System : CMS ) หรือมีระบบหลังบ้านไว้ช่วยในการจัดการข้อมูล ทำให้ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

       ถือได้ว่า WordPress เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมาก สำหรับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กจนถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะว่ามีฟังก์ชั่นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการต่างๆของเราได้

 

ทำไมต้อง WordPress ?

 

  • คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว และสวยงาม โดยไม่ต้องเสียเวลาออกแบบ
  • WordPress มี Plugins มากมาย ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ตรงกับความต้องการ
  • WordPress ง่ายต่อการเรียนรู้สำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีเมนูที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย เหมาะแก่การศึกษา และต่อยอดได้ในอนาคต
  • มีการอัพเดต Version ให้มีความทันสมัยและน่าใช้อยู่เสมอ
  • WordPress มีประสิทธิภาพในการทำให้เว็บไซด์ติดอันดับหน้าแรกๆ ในการค้นหาด้วย Search Engine อย่าง Google หรือที่เรียกว่า การทำ SEO (Search engine optimization) เพราะมีโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเครื่องมือ ที่ให้มานั้นช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

WooCommerce คืออะไร ?

 

        WooCommerce คือ Pluginsที่ใช้ทำระบบร้านค้าออนไลน์ใน WordPress ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงทำให้มีนักพัฒนาทำส่วนเสริม Extension เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเติมส่วนที่ขาดไป โดยการทำเป็นปลั๊กอินที่สามารถ Install ลงไปใช้งานได้ทันที

 

ทำไมต้องใช้ WordPress กับ Woocommerce ?

 

 

        WordPress + Woocommerce เป็นที่นิยมมากในการพัฒนาเว็ปไซต์ E-Commerce ในปัจจุบัน เพราะติดตั้งง่ายและมีครบทุกอย่าง ทั้ง ระบบจัดการสมาชิก ระบบจัดการสินค้า ระบบ shipping และอีกหลากหลาย เพราะเมื่อเราติดตั้งเจ้าตัวนี้แล้วเราแทบจะไม่ต้องไปแก้ไขอะไรมากมาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราแล้วแหละว่าจะต้องใช้ฟังก์ชั่นอะไรบ้างในการทำธุรกิจ

 

WooCommerce มีระบบอะไรบ้าง ?

 

  • มีระบบจัดการสมาชิก

       จริงๆตัวนี้มันจะมาพร้อมกับ WordPress อยู่แล้วค่ะ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันเพิ่มขึ้นมา คือ เมื่อสมาชิกเว็บของเราซื้อสินค้าเราปุ๊บ เค้าจะกลายเป็น Customer ทันที หรือแม้แต่ว่า บางครั้งร้านออนไลน์ของเรามีคนดูแลหลายคน เราก็สามารถตั้งค่าให้เป็น Shop Manager ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถสร้างสิทธิ์ในการเข้าถึงของแต่ละคนได้อย่างดีเลยค่ะ

 

  • ระบบตะกร้าสินค้าแบบมาตรฐานสากล

       เชื่อว่าหลายคนก็คงคุ้นเคยกับเว็บขายของออนไลน์กันบ้างแล้ว เวลาจะซื้อของก็เปิดดูหมวดหมู่ แล้วก็อ่านรายละเอียด หากพึงพอใจก็กด add to cart จากนั้นก็กรอกรายละเอียด พร้อมชำระเงิน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสากลค่ะ และตัว Woocommerce เองก็มีระบบนี้ด้วยเช่นกัน

 

  • ทำคูปองส่วนลดได้

      ถ้าหากวันดีคืนดี คุณเกิดใจดี อยากจะจัดโปรโมชั่น เช่น ให้ส่วนลดพิเศษสำหรับวันแม่ หรือจัดโปรโมชั้นลดราคาสินค้าพิเศษ อะไรแบบนี้ ก็สามารถทำได้ด้วยการสร้างคูปองส่วนลด  โดยคุณสามารถเขียน Code ในการสร้างคูปองเองได้เลย ทั้งยังสามารถระบุได้อีกด้วยว่าจะใช้งานได้กี่ครั้ง ใช้ได้กี่คน ใช้ได้ตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ส่วนลดเป็นประเภทลดต่อสินค้า หรือลดทั้งหมด ลดแบบเป็นบาท หรือลดแบบ %  ซึ่งเหมาะมากเลยใช่ไหมค่ะ สำหรับร้านค้าที่อยากส่งเสริมการขายด้วยการกระตุ้นยอดขายผ่านวิธีการให้ส่วนลด

 

  • มีระบบ Stock สินค้า

      หนึ่งในความสามารถอันเยี่ยมยอดของเจ้า WooCommerce ก็คือ การจัดการคลังสินค้า สมมติว่าของชิ้นนี้มีเพียง 10 ตัวในร้านของเรา เมื่อคนซื้อสินค้าและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะทำการตัดจำนวนออกไปค่ะ พอมันลดไปเรื่อยๆจนถึงจุดจุดหนึ่ง มันก็จะแจ้งเตือนเจ้าของเว็บให้ทราบว่า เฮ้ย !! ของชิ้นนี้ขายดีนะ และใกล้จะหมดแล้ว ไปหามาขายเพิ่มด่วนๆ ซึ่งเราสามารถตั้งค่าได้เอง เช่น ถ้าหากเราตั้งค่าไว้ว่าถ้าเหลือในสต็อกเพียง 3 ตัวให้แจ้งเตือน พอสินค้าเหลือเพียงสามตัวมันก็จะส่งอีเมลมาให้เราเลยค่ะ

 

  • มีระบบจัดการ ORDER

       เวลาลูกค้าสั่งซื้อของมันจะมี ORDER เข้ามาในระบบหลังบ้าน โดยในแต่ละออเดอร์เราก็ยังสามารถตั้งค่าได้ว่า ออเดอร์นี้จ่ายเแล้วยัง หรือไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว อาทิเช่น ยังไม่จ่ายเงิน  จ่ายเงินแล้ว กำลังดำเนินการ สั่งซื้อเสร็จสิ้น หรือแม้แต่สถานะยกเลิกรายการสั่งซื้อ หรือคืนเงินค่ะ ในกรณีที่ออเดอร์นั้นมีการสั่งสินค้าผิด หรือต้องการแก้ไข้ เราก็สามารถแก้ไขได้อีกด้วย

 

  • ส่งข้อความหาลูกค้าแต่ละคนได้ด้วย

       เวลาเราได้ออเดอร์จากลูกค้า Woocommerce มองว่าบางทีเราอาจอยากจะส่งข้อความบางอย่างไปยังลูกค้าผ่านระบบเว็บไซต์ของเรา เช่น บอกว่า ได้รับเงินแล้วนะครับ ตอนนี้กำลังจัดส่ง หมายเลข EMS โดยตรงนี้เราจะเรียกมันว่า Note ค่ะ ซึ่งเราสามารถพิมพ์สำหรับออเดอร์แต่ละอันได้ เมื่อลูกค้าเปิดไปหน้าโปรไฟล์ของเค้า ก็จะเห็นข้อความที่เราส่งให้

 

  • ลูกค้าติดตามสถานะการสั่งซื้อได้

       ทุกๆครั้งที่เราอัพเดทสถานะการสั่งซื้อ เช่น จากรอจ่ายเงิน เป็นได้เงินแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนไปยังลูกค้าด้วยค่ะ เช่นเดียวกันกับลูกค้า ที่สามารถดูรายละเอียดการสั่งซื้อ หรือสถานะการสั่งซื้อได้ผ่านหน้า Profile ของตัวเองได้

 

  • มี Gallery สำหรับสินค้า

       ขายของออนไลน์ มันต่างจากขายแบบมีหน้าร้าน ลูกค้าไม่สามารถจับต้องของจริงได้ ดังนั้นเราต้องสื่อสารผ่านรูปภาพ หรือคำอธิบายให้ละเอียดพอที่ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าของดีมีคุณภาพ เหมาะกับความต้องการจริงๆหรือเปล่า ตัว Woocommerce จึงมีระบบเรียกว่า Gallery ที่ให้ใส่รูปสินค้าได้หลายๆรูปทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าได้หลากหลายมุมมองค่ะ

 

  • รองรับการจ่ายเงินหลายประเภท

       ร้านค้าที่ดีควรมีช่องทางการจ่ายเงินหลากหลายช่องทางครับ ตัว Woocommerce มีมาให้แบบพื้นฐานก็คือจ่ายผ่าน Paypal, บัตรเครดิต (พ่วงกับ Paypal) จ่ายผ่านเช็ค จ่ายแบบให้ไปโอนเงินเข้าแบงค์แล้วโทรมาแจ้ง อะไรแบบนี้ก็มี หรือสำหรับร้านค้าเมืองไทย ที่อยากจะพ่วงกับพวก Paysbuy ก็มีปลักอินพวกนี้ให้ใช้เหมือนกันค่ะ

 

  • มีระบบรายงานผล

       รายงานผลของ Woocommerce ละเอียดมากค่ะ โดยเราสามารถเช็คดูได้ว่าขายของได้กี่บาทแล้ว ขายดีสุดช่วงไหน ใครซื้อเยอะสุด ชิ้นไหนขายดี ะสามารถระบุ “ช่วงเวลา” ในการดูรายได้ด้วยนะค่ะ ไตรมาสแรกได้เท่าไหร่ ไตรมาสสองได้เท่าไหร่

 

  • ระบบคิดค่าขนส่ง

      เวลาขายของบางร้านไม่ได้ส่งฟรีนะค่ะ ต้องคิดค่าส่งด้วย ซึ่ง Woocommerce  ก็ทำได้อีกนั่นแหละค่ะว่าจะคิดเงินเค้าอย่างไร ตัว shipping ที่ให้มาเราก็สามารถเลือกได้เลยค่ะเะว่าตัวไหนเหมาะสำหรับระบบขายของของเรา

 

        เพราะว่า WooCommerce มีคุณสมบัติมากมายในเรื่องของการให้บริการทางด้าน E-Commerce ที่จะเปลี่ยนเว็บไซต์ธรรมดา ๆ ของคุณ ให้มีคุณสมบัติในการรองรับการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมไปลองใช้ WooCommerce กันดูนะคะ