ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการจะเริ่มทำ E-commerce และอยากจะทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจของคุณ แต่เขียนCodeไม่เป็น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี? เราอยากจะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับ WordPress ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่ช่วยให้คุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้อย่างง่ายดาย วันนี้เรามาทำความรู้จักกันว่า WordPress คืออะไร และดีอย่างไร
E-commerce เป็นธุรกิจการซื้อขายสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีขั้นตอนที่ง่าย สะดวก และ รวดเร็ว หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์นั่นเอง
การทำธุรกิจแบบ E-commerce จะทำให้คุณมีโอกาสในการสร้างรายได้มากมายภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังส่งผลดีต่อผู้ซื้อ และ ผู้ขาย อีกด้วย เพราะ สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการได้ การทำธุรกิจแบบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่คุณได้รู้จักกับเครื่องมือที่จะทำให้การทำธุกิจของคุณไม่ยากอีกต่อไป
WordPress คือ โปรแกรมที่ช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป ที่เราสามารถติดตั้งบนเว็บ server เพื่อสร้าง Website, Blog หรือ Community ซึ่งจะมีระบบจัดการบทความ (Content Management System : CMS ) หรือมีระบบหลังบ้านไว้ช่วยในการจัดการข้อมูล ทำให้ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น
ถือได้ว่า WordPress เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมาก สำหรับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กจนถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะว่ามีฟังก์ชั่นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการต่างๆของเราได้
WooCommerce คือ Pluginsที่ใช้ทำระบบร้านค้าออนไลน์ใน WordPress ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงทำให้มีนักพัฒนาทำส่วนเสริม Extension เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเติมส่วนที่ขาดไป โดยการทำเป็นปลั๊กอินที่สามารถ Install ลงไปใช้งานได้ทันที
WordPress + Woocommerce เป็นที่นิยมมากในการพัฒนาเว็ปไซต์ E-Commerce ในปัจจุบัน เพราะติดตั้งง่ายและมีครบทุกอย่าง ทั้ง ระบบจัดการสมาชิก ระบบจัดการสินค้า ระบบ shipping และอีกหลากหลาย เพราะเมื่อเราติดตั้งเจ้าตัวนี้แล้วเราแทบจะไม่ต้องไปแก้ไขอะไรมากมาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจของเราแล้วแหละว่าจะต้องใช้ฟังก์ชั่นอะไรบ้างในการทำธุรกิจ
จริงๆตัวนี้มันจะมาพร้อมกับ WordPress อยู่แล้วค่ะ เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันเพิ่มขึ้นมา คือ เมื่อสมาชิกเว็บของเราซื้อสินค้าเราปุ๊บ เค้าจะกลายเป็น Customer ทันที หรือแม้แต่ว่า บางครั้งร้านออนไลน์ของเรามีคนดูแลหลายคน เราก็สามารถตั้งค่าให้เป็น Shop Manager ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถสร้างสิทธิ์ในการเข้าถึงของแต่ละคนได้อย่างดีเลยค่ะ
เชื่อว่าหลายคนก็คงคุ้นเคยกับเว็บขายของออนไลน์กันบ้างแล้ว เวลาจะซื้อของก็เปิดดูหมวดหมู่ แล้วก็อ่านรายละเอียด หากพึงพอใจก็กด add to cart จากนั้นก็กรอกรายละเอียด พร้อมชำระเงิน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสากลค่ะ และตัว Woocommerce เองก็มีระบบนี้ด้วยเช่นกัน
ถ้าหากวันดีคืนดี คุณเกิดใจดี อยากจะจัดโปรโมชั่น เช่น ให้ส่วนลดพิเศษสำหรับวันแม่ หรือจัดโปรโมชั้นลดราคาสินค้าพิเศษ อะไรแบบนี้ ก็สามารถทำได้ด้วยการสร้างคูปองส่วนลด โดยคุณสามารถเขียน Code ในการสร้างคูปองเองได้เลย ทั้งยังสามารถระบุได้อีกด้วยว่าจะใช้งานได้กี่ครั้ง ใช้ได้กี่คน ใช้ได้ตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ส่วนลดเป็นประเภทลดต่อสินค้า หรือลดทั้งหมด ลดแบบเป็นบาท หรือลดแบบ % ซึ่งเหมาะมากเลยใช่ไหมค่ะ สำหรับร้านค้าที่อยากส่งเสริมการขายด้วยการกระตุ้นยอดขายผ่านวิธีการให้ส่วนลด
หนึ่งในความสามารถอันเยี่ยมยอดของเจ้า WooCommerce ก็คือ การจัดการคลังสินค้า สมมติว่าของชิ้นนี้มีเพียง 10 ตัวในร้านของเรา เมื่อคนซื้อสินค้าและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะทำการตัดจำนวนออกไปค่ะ พอมันลดไปเรื่อยๆจนถึงจุดจุดหนึ่ง มันก็จะแจ้งเตือนเจ้าของเว็บให้ทราบว่า เฮ้ย !! ของชิ้นนี้ขายดีนะ และใกล้จะหมดแล้ว ไปหามาขายเพิ่มด่วนๆ ซึ่งเราสามารถตั้งค่าได้เอง เช่น ถ้าหากเราตั้งค่าไว้ว่าถ้าเหลือในสต็อกเพียง 3 ตัวให้แจ้งเตือน พอสินค้าเหลือเพียงสามตัวมันก็จะส่งอีเมลมาให้เราเลยค่ะ
เวลาลูกค้าสั่งซื้อของมันจะมี ORDER เข้ามาในระบบหลังบ้าน โดยในแต่ละออเดอร์เราก็ยังสามารถตั้งค่าได้ว่า ออเดอร์นี้จ่ายเแล้วยัง หรือไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว อาทิเช่น ยังไม่จ่ายเงิน จ่ายเงินแล้ว กำลังดำเนินการ สั่งซื้อเสร็จสิ้น หรือแม้แต่สถานะยกเลิกรายการสั่งซื้อ หรือคืนเงินค่ะ ในกรณีที่ออเดอร์นั้นมีการสั่งสินค้าผิด หรือต้องการแก้ไข้ เราก็สามารถแก้ไขได้อีกด้วย
เวลาเราได้ออเดอร์จากลูกค้า Woocommerce มองว่าบางทีเราอาจอยากจะส่งข้อความบางอย่างไปยังลูกค้าผ่านระบบเว็บไซต์ของเรา เช่น บอกว่า ได้รับเงินแล้วนะครับ ตอนนี้กำลังจัดส่ง หมายเลข EMS โดยตรงนี้เราจะเรียกมันว่า Note ค่ะ ซึ่งเราสามารถพิมพ์สำหรับออเดอร์แต่ละอันได้ เมื่อลูกค้าเปิดไปหน้าโปรไฟล์ของเค้า ก็จะเห็นข้อความที่เราส่งให้
ทุกๆครั้งที่เราอัพเดทสถานะการสั่งซื้อ เช่น จากรอจ่ายเงิน เป็นได้เงินแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนไปยังลูกค้าด้วยค่ะ เช่นเดียวกันกับลูกค้า ที่สามารถดูรายละเอียดการสั่งซื้อ หรือสถานะการสั่งซื้อได้ผ่านหน้า Profile ของตัวเองได้
ขายของออนไลน์ มันต่างจากขายแบบมีหน้าร้าน ลูกค้าไม่สามารถจับต้องของจริงได้ ดังนั้นเราต้องสื่อสารผ่านรูปภาพ หรือคำอธิบายให้ละเอียดพอที่ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าของดีมีคุณภาพ เหมาะกับความต้องการจริงๆหรือเปล่า ตัว Woocommerce จึงมีระบบเรียกว่า Gallery ที่ให้ใส่รูปสินค้าได้หลายๆรูปทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าได้หลากหลายมุมมองค่ะ
ร้านค้าที่ดีควรมีช่องทางการจ่ายเงินหลากหลายช่องทางครับ ตัว Woocommerce มีมาให้แบบพื้นฐานก็คือจ่ายผ่าน Paypal, บัตรเครดิต (พ่วงกับ Paypal) จ่ายผ่านเช็ค จ่ายแบบให้ไปโอนเงินเข้าแบงค์แล้วโทรมาแจ้ง อะไรแบบนี้ก็มี หรือสำหรับร้านค้าเมืองไทย ที่อยากจะพ่วงกับพวก Paysbuy ก็มีปลักอินพวกนี้ให้ใช้เหมือนกันค่ะ
รายงานผลของ Woocommerce ละเอียดมากค่ะ โดยเราสามารถเช็คดูได้ว่าขายของได้กี่บาทแล้ว ขายดีสุดช่วงไหน ใครซื้อเยอะสุด ชิ้นไหนขายดี ะสามารถระบุ “ช่วงเวลา” ในการดูรายได้ด้วยนะค่ะ ไตรมาสแรกได้เท่าไหร่ ไตรมาสสองได้เท่าไหร่
เวลาขายของบางร้านไม่ได้ส่งฟรีนะค่ะ ต้องคิดค่าส่งด้วย ซึ่ง Woocommerce ก็ทำได้อีกนั่นแหละค่ะว่าจะคิดเงินเค้าอย่างไร ตัว shipping ที่ให้มาเราก็สามารถเลือกได้เลยค่ะเะว่าตัวไหนเหมาะสำหรับระบบขายของของเรา
เพราะว่า WooCommerce มีคุณสมบัติมากมายในเรื่องของการให้บริการทางด้าน E-Commerce ที่จะเปลี่ยนเว็บไซต์ธรรมดา ๆ ของคุณ ให้มีคุณสมบัติในการรองรับการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมไปลองใช้ WooCommerce กันดูนะคะ